แสงสะท้อนจากโลกเกิดขึ้นอย่างไร

July 7th, 2014

แสงสะท้อนจากโลกเกิดขึ้นอย่างไร

วันนี้เราก็มีเรื่องวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับแสงสะท้อนจากโลกเกิดขึ้นอย่างไรมาฝากมาแนะนำเพื่อนๆ กันอีกเช่นเคย ซึ่งในคืนจันทร์แรมนั้นเราก็จะเห็นดวงจันทร์เพียงเสี้ยวเดียวที่สว่างสุกใสเหมือนเคียวที่แขวนอยู่ในท้องฟ้า ในขณะเดียวกันส่วนหนึ่งของดวงจันทร์ที่ดำมืดจะมีแสงสลัวเป็นสีแดงเรื่อๆ คล้ายกับลูกเหล็กมหึมาที่เผาแดงแล้วทิ้งไว้ให้เย็นจนจวนจะดับมอดไป และวันนี้เราก็ได้นำเอาเรื่องแสงสะท้อนจากโลกเกิดขึ้นอย่างไรมาฝาก ถ้าอย่างนั้นมาดูมาทำความรู้จักกับเรื่องแสงสะท้อนจากโลกเกิดขึ้นอย่างไรกันเลยดีกว่า ต่อไปนี้

แสงสะท้อนจากโลกเกิดขึ้นอย่างไร

ซึ่งในคืนจันทร์แรมเราจะเห็นดวงจันทร์เพียงเสี้ยวเดียวที่สว่างสุกใสเหมือนเคียวที่แขวนอยู่ในท้องฟ้า ในขณะเดียวกันส่วนหนึ่งของดวงจันทร์ที่ดำมืดจะมีแสงสลัวเป็นสีแดงเรื่อๆ คล้ายกับลูกเหล็กมหึมาที่เผาแดงแล้วทิ้งไว้ให้เย็นจนจวนจะดับมอดไป ฉะนั้น ส่วนแดงเรื่อของผิวพื้นดวงจันทร์ตอนนี้เป็นแสงสะท้อนของโลกที่ไปยังดวงจันทร์ด้านนั้น แล้วมีลำแสงส่วนหนึ่งสะท้อนกลับมาให้คนบนโลกได้เห็นอีกต่อหนึ่ง จึงทำให้จันทร์แรมมีลักษณะเป็นเหมือนจันทร์ดวงแก่อยู่ในอ้อมแขนของจันทร์ดวงหนุ่มเช่นกัน เพราะส่วนที่สว่างจ้าโอบล้อมอยู่โดยรอบส่วนมีแสงสว่างแดงเรื่อดุจเกรงกลัวว่าจะหลุดลอยไปเสีย แต่ถ้าเราลองประมาณขนาดของส่วนที่สว่างจ้าในยามจันทร์แรมให้เป็นดวงจันทร์เต็มดวงแล้วจะรู้สึกว่ามีขนาดโตกว่าส่วนที่แดงเรื่อ ทั้งนี้เนื่องมาจากส่วนที่ได้รับแสงสว่างนั้นสาดแสงสะท้อนได้จ้ามาก อีกส่วนสาดแสงเพียงสลัว จึงทำให้ดูมีขนาดแตกต่างกันอีกประการหนึ่ง หากเราได้ไปอยู่ที่ดวงจันทร์ในส่วนที่มืดสลัวนั้นแล้วจะเห็นโลกนี้เป็นดวงจันทร์ดวงมหึมาลอยอยู่ในท้องฟ้าสีดำสนิทด้วยเช่นกันด้วย

 

ขอบคุณบทความจาก.baanjomyut.com

ดวงจันทร์และหุบเหวมีลักษณะอย่างไร

July 5th, 2014

ดวงจันทร์และหุบเหวมีลักษณะอย่างไร

วันนี้เราก็มีเกร็ดความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องดวงจันทร์และหุบเหวมีลักษณะอย่างไรมาฝากมาแนะนำผู้ที่สนใจวิทยาศาสตร์กันอีกเช่นเคย สำหรับดวงจันทร์นั้นก็เป็นบริวารของโลก อยู่ห่างออกไป 238,857 ไมล์ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2,163 ไมล์ หมุนรอบตัวเองและหมุนรอบโลกในอัตราเร็วและเวลาเกือบเท่ากัน คือประมาณ 29 วัน ด้วยเหตุนี้เอง คนบนโลกจึงเห็นผิวพื้นของดวงจันทร์เพียงด้านเดียวเสมอ และวันนี้เราก็ได้นำเอาเรื่องดวงจันทร์และหุบเหวมีลักษณะอย่างไรมาฝาก ถ้าอย่างนั้นมาดูมาทำความรู้จักกับเรื่องดวงจันทร์และหุบเหวมีลักษณะอย่างไรกันเลยดีกว่า ดังต่อไปนี้

ดวงจันทร์และหุบเหวมีลักษณะอย่างไร

ทราบหรือไม่ว่าดวงจันทร์นั้นไม่มีแสงสว่างในตัวเอง ไม่มีอากาศห่อหุ้มอยู่เลยดังนั้นในตอนกลางวันด้านที่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ จะมีความร้อนมาก แต่ในด้านตรงกันข้ามซึ่งไม่ได้รับ ซึ่งแสงสว่างจากดวงอาทิตย์นั้นจะมีอุณหภูมิเยือกเย็นต่ำกว่าจุดน้ำแข็งเสียอีก ดังนั้น สิ่งมีชีวิตจึงมีอยู่ในดวงจันทร์ไม่ได้ และแสงสว่างที่ดวงจันทร์สาดส่องมายังผิวโลกเป็นแสงที่สะท้อนมาจากดวงอาทิตย์อีกต่อหนึ่ง ในคืนเดือนเพ็ญที่เราเห็นผิวพื้นของดวงจันทร์ได้เต็มดวง และด้วยตาเปล่าจะเห็นรอยดำๆ ปรากฏทั่วไปในพื้นผิวคล้ายกับว่าเป็นรูปของกระต่าย หรือยายตำข้าวตามความเชื่อของคนโบราณ แต่ถ้ามองดูผิวพื้นของดวงจันทร์ด้วยกล้องโทรทัศน์แรงสูงจะพบว่ารอยดำๆ เหล่านั้น ที่จริงก็เป็นผิวขรุขระเต็มไปด้วยขุนเขาสูงๆ  และหุบเหวลึก อันเป็นลักษณะของภูเขาไฟที่ดับแล้วจำนวนนับไม่ถ้วนนอกจากนี้ตามผิวพื้นราบยังปรากฏเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่มหึมาอีกมากมาย ซึ่งเข้าใจกันว่า เกิดจากการกระแทกอย่างแรงของสะเก็ดดาวนอกเวหาที่พุ่งเข้าชนดวงจันทร์นั่นเอง

 

ขอบคุณบทความจาก.baanjomyut.com

แรงดึงดูดอนุภาคปรมาณูของแม่เหล็ก

July 4th, 2014

แรงดึงดูดอนุภาคปรมาณูของแม่เหล็ก

วันนี้เราก็มีเกร็ดน่ารู้ที่เกี่ยวกับเรื่องแรงดึงดูดอนุภาคปรมาณูของแม่เหล็กมาฝากมาแนะนำเพื่อนๆ ที่สนใจวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้านำเศษเหล็กชิ้นเล็กๆ ไปวางใกล้กับแม่เหล็ก เศษเหล็กอันนั้นจะถูกแนวแรงของแม่เหล็กดูดเข้าไปเกาะติด คล้ายกับว่าเป็นอำนาจลึกลับอย่างหนึ่ง ซึ่งหากไม่ศึกษาให้ละเอียดแล้วจะไม่ทราบและอธิบายให้เข้าใจว่าอำนาจเร้นลับนั้นเกิดมาจากอะไรทั้งๆ ที่มนุษย์เคยใช้อำนาจเร้นลับนี้ให้เป็นประโยชน์ ในการทำเข็มทิศมาแล้วแต่โบราณ ครั้นในปัจจุบันนี้เราทราบกันแล้วว่าอำนาจเร้นลับของแม่เหล็กนั้น เกิดมาจากแรงดึงดูดของอนุภาคปรมาณูที่เป็นส่วนประกอบย่อยที่สุดของแม่เหล็กนั่นเอง และวันนี้เราก็ได้นำเอาเรื่องแรงดึงดูดอนุภาคปรมาณูของแม่เหล็กมาฝาก ถ้าอย่างนั้นมาดูมาทำความรู้จักกับเรื่องแรงดึงดูดอนุภาคปรมาณูของแม่เหล็กกันดีกว่า ดังต่อไปนี้

แรงดึงดูดอนุภาคปรมาณูของแม่เหล็ก

ซึ่งปรมาณูนั้นก็จะมีอำนาจดูดและผลักซึ่งกันและกัน ถ้าในเหล็กแท่งใดอนุภาคปรมาณูหันขั้วที่เหมือนกัน ของมันไปในทางเดียวกัน อำนาจดึงดูดของมันจะไปรวมกันในทิศทางนั้น ทำให้ขั้วของเหล็กทั้งสองข้างมีอำนาจดึงดูดมากขึ้นจนสามารถส่งแรงดูดเศษเหล็กให้เกาะติดได้ ซึ่งแม่เหล็กมีส่วนสำคัญในการทำส่วนประกอบของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ เช่น ในโทรศัพท์ วิทยุ วิทยุโทรภาพ และในเครื่องมือเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เป็นต้น ปั้นจั่นที่ใช้ในการยกโลหะหนักๆ ก็ใช้กำลังยกโดยอำนาจของแม่เหล็กเช่นกัน และโลกเราก็เป็นแม่เหล็กแท่งหนึ่ง เพราะมันมีอำนาจดึงดูดให้วัตถุต่างๆ ลงสู่จุดศูนย์ไส้ของมันได้ อำนาจการดึงดูดของโลกนี้ เรียกว่าแกรวิเตชั่น หรือแรงแห่งความถ่วงของโลก แรงแห่งความถ่วงของโลกนั้นแตกต่างกับแนวแรงแม่เหล็กธรรมดา เพราะแม่เหล็กธรรมดาจะดูดแต่สารจำพวกเหล็กเท่านั้นแต่แรงแห่งความถ่วงของโลกดูดทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในแนวแรงของมันด้วยอำนาจดึงดูดอันน่ามหัศจรรย์นี่เองที่ช่วยทำให้เอกภพต่างๆ ทรงตัวอยู่ได้ ช่วยทำให้สุริยะจักรวาลคงรูปอยู่ได้ โดยมีดวงดาวต่างๆ โคจรหมุนเวียน รอบดวงอาทิตย์ตามระยะเวลาและอัตราเร็วคงตัวอยู่ได้นานนับเป็นล้านๆ ปี สำหรับโลกนั้น เพราะอำนาจอันเร้นลับนี่เองที่ช่วยคุ้มกันมิให้สรรพสิ่งต่างๆ หลุดลอยออกไปภายนอกโลก ช่วยทำให้ทุกสิ่งต้องตรึงตัวติดอยู่กับผิวโลกโดยมีจุดศูนย์ถ่วงตั้งได้ฉากกับผิวโลกอยู่เสมอ

 

ขอบคุณบทความจาก.baanjomyut.com

ดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน

July 1st, 2014

ดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน

วันนี้เราก็มีเกร็ดความรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในเรื่องดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืนมาฝากมาแนะนำเพื่อนๆ กันอีกเช่นเคย ซึ่งพระอาทิตย์นั้นไม่ใช่เห็นได้เฉพาะในเวลากลางวันเท่านั้น หากในบางส่วนของโฏลกยังสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ได้ แม้ในเวลากลางคืน และสถานที่ๆ เห็นพระอาทิตย์ได้ในเวลาเที่ยงคืนนี้ ได้แก่ อาณาบริเวณบางส่วนของขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ ซึ่งดินแดนแถบนั้นได้รับการขนานนามว่าดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืนนั่นเอง และวันนี้เราก็ได้นำเอาเรื่องดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืนมาฝาก ถ้าอย่างนั้นมาดูมาทำความรู้จักกับเรื่องดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืนกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง ดังต่อไปนี้

ดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน

ซึ่งในบริเวณขั้วโลกเหนือหรือขั้วโลกใต้ระหว่างที่โลกหันเอาขั้วนั้นเข้าหาดวงอาทิตย์จะเป็นฤดูร้อน ในฤดูนี้จะเห็นพระอาทิตย์โคจรเป็นทางโค้งอยู่เหนือขอบฟ้า และจะลดต่ำลงในเวลาเที่ยงคืนพอดีแต่จะไม่ลับขอบฟ้าไปเสียเลยทีเดียว เพราะหลังจากเที่ยงคืนไปแล้วมันจะค่อยๆ สูงขึ้นไปอีก ทำให้มีแสงสว่างสาดเป็นทาง   ต้นไม้มีเงายาวทอดออกไปตามพื้นดิน คล้ายกับพระอาทิตย์ในยามเช้าหรือยามเย็น ฉะนั้นการที่เกิดปรากฏการณ์ประหลาดให้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในตอนกลางคืนนั้น เป็นเพราะโลกของเรากลมและหมุนรอบแกนของมันเอง และโคจรไปรอบดวงอาทิตย์ด้วย ในขณะที่โคจรไปรอบดวงอาทิตย์มันจะเอียงแกนเอาขั้วโลกเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์ชั่วระยะหนึ่งใช้เวลาเท่าๆ กัน คือ ประมาณ 6 เดือน เมื่อโลกเอียงเอาขั้วโลกเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์ บริเวณขั้วโลกเหนือจะได้รับแสงสว่างและความร้อนเต็มที่ และจะสว่างอยู่เป็นเวลา 24 ชั่วโมงติดต่อกันเป็นนับเดือนคนที่ไม่ได้อยู่ตรงจุดหมุนของขั้วโลกแนวเดียวกับพระอาทิตย์ จะมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นสูงพ้นยอดไม้   และค่อยลดต่ำลงจนเกือบจดขอบฟ้าแล้วกลับสูงขึ้นไปอีกในตอนเที่ยงคืน ในขณะเดียวกันนี้ ทางขั้วโลกใต้จะมืดมิด และอากาศหนาวจัดตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อกันนับเป็นเดือนเช่นกัน แต่เมื่อโลกเอียงเอาขั้วโลกใต้เข้าหาดวงอาทิตย์ ขั้วโลกใต้ก็จะสว่างเป็นเวลานาน และมีปรากฏการณ์เห็นพระอาทิตย์ตอนเทียงคืนส่วนขั้วโลกเหนือจะตกอยู่ในความมืดมิด และมีอากาศหนาวจัด ตลอด 24 ชั่วโมงติดต่อกันนับเป็นเดือนด้วย

 

ขอบคุณบทความจาก.baanjomyut.com

การกระจายแสงอาทิตย์เป็นอย่างไร

June 29th, 2014

การกระจายแสงอาทิตย์เป็นอย่างไร

วันนี้เราก็มีเรื่องน่ารู้ที่เกี่ยวกับการกระจายแสงอาทิตย์เป็นอย่างไรมาฝากมาแนะนำเพื่อนๆ กันอีกด้วย ทราบหรือไม่ว่าแสงอาทิตย์นั้นไม่ได้เป็นแสงสีเดียวดังที่เราเข้าใจกัน หากเป็นแสงรวมของสีต่างๆ ที่สำคัญถึง 7 สี ซึ่งสามารถทดลองให้เห็นจริงได้ โดยการปล่อยลำแสงสว่างนี้ให้ผ่านแท่งแก้สรูปสามเหลี่ยม แท่งแก้วชนิดนี้จะหักเหคลื่นแสงสีต่างๆ ให้ออกไปปรากฏบนฉากรับได้อย่างชัดเจน เป็นสีแดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน  คราม และม่วง การกระจายแสงออกดังนี้เรียกว่า เสปคตรัม ซึ่งเซอร์ ไอแซค นิวตัน เป็นผู้ค้นพบเป็นคนแรก และวันนี้เราก็มีเรื่องการกระจายแสงอาทิตย์เป็นอย่างไรมาฝาก ถ้าอย่างนั้นมาดูมาทำความรู้จักกับเรื่องการกระจายแสงอาทิตย์เป็นอย่างไรกันเลยดีกว่า ดังต่อไปนี้

การกระจายแสงอาทิตย์เป็นอย่างไร

ซึ่งการที่แท่งแก้วรูปสามเหลี่ยม สามารถกระจายสีของแสงสว่างออกเป็นสีต่างๆ ได้นั้น เป็นเพราะแสงสีแดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน คราม และม่วงนั้นมีคลื่นของการเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางให้แสงผ่านแตกต่างกัน เมื่อคลื่นของแสงเหล่านี้ผ่านแท่งแก้วที่มีส่วนหนาไม่เท่ากัน มันก็จะหักเบนออกจากแนวทางเดิมแตกตัวออกไปให้ปรากฏได้อย่างชัดเจน แสงสีแดงมีช่วงคลื่นยาวที่สุดจะหักเบนขึ้นทางบน คือ ไปทางส่วนบางของแท่งแก้วสามเหลี่ยม แสงสีน้ำเงินมีช่วงสั้นที่สุด ก็หักเบนไปทางด้านตรงกันข้าม คือ ไปทางส่วนหนาของแท่งแก้วสามเหลี่ยม ส่วนแสงสีอื่นๆ ก็กระจายออกเป็นแนว ระหว่างกลางสีแดง และสีน้ำเงิน ซึ่งธาตุทุกๆ ชนิดเมื่อร้อนจัดจนเปล่งแสงสว่างออกได้แล้ว มันจะให้แสงสว่างเป็นคลื่นแสงสีต่างๆ ออกไป ตามแต่ชนิดของธาตุนั้นๆ ถ้าธาตุเหมือนกันก็ให้คลื่นแสงมีสีเหมือนกัน ถ้าธาตุต่างกันก็ให้คลื่นแสงมีสีไม่เหมือนกัน โดยอาศัยหลักเกณฑ์เช่าว่านี้เอง นักวิทยาศาสตร์จึงสร้างเครื่องมือ ขึ้นวัดคลื่นแสงจากดวงดาวต่างๆ ได้ ทำให้ทราบถึงส่วนประกอบ ขนาด อัตราเร็วของการหมุนรอบตัว และอื่นๆ นั่นเอง

 

ขอบคุณบทความจาก.baanjomyut.com

พระอาทิตย์ตกดินมีปรากฏการณ์อย่างไร

June 27th, 2014

พระอาทิตย์ตกดินมีปรากฏการณ์อย่างไร

วันนี้เราก็มีเกร็ดความรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เรื่องพระอาทิตย์ตกดินมีปรากฏการณ์อย่างไรมาฝากมานำเสนอกันอีกด้วย เมื่อท้องฟ้าปราศจากเมฆ มีสีน้ำเงินสดใส ถ้าเราได้สังเกตพระอาทิตย์เวลาเช้าตรู่ขณะที่โผล่พ้นจากขอบฟ้า หรือในตอนเย็นขณะที่จะลับทิวไม้ลงไป เราจะได้เห็นปรากฏการณ์อันน่ามหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับพระอาทิตย์ และวันนี้เราก็มีเรื่องพระอาทิตย์ตกดินมีปรากฏการณ์อย่างไรมาฝาก ถ้าอย่างนั้นมาดูมาทำความรู้จักกับเรื่องพระอาทิตย์ตกดินมีปรากฏการณ์อย่างไรกันดีกว่า ดังต่อไปนี้

พระอาทิตย์ตกดินมีปรากฏการณ์อย่างไร

สำหรับปรากฏการณ์พระอาทิตย์ตกดินนั้นก็คือ ดวงอาทิตย์จะมีขนาดใหญ่โตมากและมีสีแดงเข้มดังสีเลือด ถ้าโลกเรานี้ไม่มีบรรยากาศห่อหุ้มโลกนี้อยู่ ท้องฟ้าจะไม่ปรากฏเป็นสีน้ำเงินเลย แต่จะมองเห็นเป็นสีดำสนิทดวงอาทิตย์ก็จะปรากฏอยู่ในท้องฟ้าสีดำสนิทเช่นเดียวกัน การที่ท้อองฟ้าเป็นสีน้ำเงินนั้น เกิดจากบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกนี้อยู่ ได้ดูดเอารังสีของแสงสีน้ำเงินในแสงอาทิตย์ไว้เป็นจำนวนมาก แล้วกระจายออกโดยทั่วไป ท้องฟ้าจึงปรากฏเป็นสีน้ำเงินสดใส และการที่ท้องฟ้าปรากฏเป็นสีน้ำเงินเช่นนี้ ช่วยทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆ ในท้องฟ้าได้แม้ว่าจะมีขนาดเล็กก็ตาม และเมื่อพระอาทิตย์ลอยต่ำลงในตอนเย็น หรือกำลังโผล่ขึ้นมาในตอนเช้า แสงของพระอาทิตย์จะผ่านชั้นของบรรยากาศที่หนามากกว่าปรกติกว่าจะมาถึงผิวโลกได้ เพราะโลกนี้มีสัณฐานกลม ตอนเช้ากับตอนเย็น แสงของพระอาทิตย์จะส่องมาในทิศทางที่เฉียงกับผิวโลกส่วนนั้น ไม่ได้ส่องตรงตั้งฉากอย่างตอนกลางวัน จึงทำให้บรรยากาศในทิศทางที่แสงแดดส่องเฉียงมานั้น ดูดเอารังสีแสงสีน้ำเงินของพระอาทิตย์ให้มากกว่าธรรมดา ปล่อยให้รังสีแสงสีแดง และรังสีส้มผ่านต่อไปได้ จึงทำให้เราเห็นพระอาทิตย์ในยามนี้เป็นสีแดงเข้ม และการที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขนาดโตกว่าปรกตินั้น เนื่องจากความโค้งของบรรยากาศในส่วนเฉียงกับสายตาทำหน้าที่เป็นเหมือนแว่นขยายให้ภาพเหมือนของพระอาทิตย์มากขึ้นนั่นเอง

 

ขอบคุณบทความจาก.baanjomyut.com

พระอาทิตย์ทรงกลดนั้นเป็นอย่างไร

June 25th, 2014

พระอาทิตย์ทรงกลดนั้นเป็นอย่างไร

วันนี้เราก็มีเกร็ดความรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เรื่องพระอาทิตย์ทรงกลดนั้นเป็นอย่างไรมาฝากมานำเพื่อนๆ กันอีกด้วย ในบางครั้งเมื่อเรามองดูดวงอาทิตย์ในท้องฟ้า จะเห็นพระอาทิตย์หลายๆ ดวงซ้อนกัน มีขนาดโตกว่าปรกติ   และมีรังสีรุ้งพร่าพราวสวยงามมาก ซึ่งแต่ละอย่างมีปรากฎการณ์ปรากฏออกมาล้วนแต่น่าพิศวง และแปลกประหลาดทั้งสิ้น และวันนี้เราก็ได้นำเอาเรื่องพระอาทิตย์ทรงกลดนั้นเป็นอย่างไรมาฝาก ถ้าอย่างนั้นมาดูมาทำความรู้จักกับเรื่องพระอาทิตย์ทรงกลดนั้นเป็นอย่างไรกันเลยดีกว่าว่าจะเป็นอย่างไร ดังต่อไปนี้

พระอาทิตย์ทรงกลดนั้นเป็นอย่างไร

ซึ่งในบางครั้งเมื่อเรามองดูดวงอาทิตย์ในท้องฟ้า จะเห็นพระอาทิตย์หลายๆ ดวงซ้อนกัน มีขนาดโตกว่าปรกติ และมีรังสีรุ้งพร่าพราวสวยงามมาก นั้นก็เพราะภาพพระอาทิตย์ที่เห็นนั้นตัวจริงมีเพียงดวงเดียว คือ ดวงที่อยู่ตรงกลางมีความสดใสมากที่สุดส่วนขนาดที่โตออกไปนั้นเป็นภาพสะท้อนออกไป มีรัศมีโดยรอบเรียกว่าพระอาทิตย์ทรงกลด ซึ่งพระอาทิตย์ทรงกลดนั้นจะเกิดขึ้นในยามที่บรรยากาศชั้นบนของโลกมีเกล็ดเล็กๆ ของละอองไอน้ำที่เป็นน้ำแข็งไปแล้ว แสงพระอาทิตย์เมื่อมากระทบเกล็ดน้ำแข็งเหล่านี้เข้า ก็สะท้อนรังสีต่างๆ ของแสงอาทิตย์ออกมา และทำให้เกิดเป็นภาพเหมือนมีขนาดโตกว่าภาพที่เคยปรากฏอยู่เดิม เช่นเดียวกับที่กระจกหรือแว่นนูนทำให้เกิดภาพ และบางครั้งเกล็ดน้ำแข็งของละอองไอน้ำเหล่านี้ จะทำหน้าที่หักเห็นทางเดินของแสงอาทิตย์ และก่อให้เกิดภาพขยายขึ้นก็มีภาพพระอาทิตย์ทรงกลด ถ้าเกิดจากการสะท้อนของแสงจะปรากฏเป็นสีเขียว แต่ถ้าเกิดจากการหักเหของแสงจะเป็นสีแดงเพลิงในตอนกลาง และเป็นสีน้ำเงินปนแดงตามขอบนอกนับเป็นธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์ของดวงอาทิตย์ประการณ์หนึ่งที่สวยงามมาก

 

ขอบคุณบทความจาก.baanjomyut.com

มหัศจรรย์ของเอกภพ จุดดับในดวงอาทิตย์

June 24th, 2014

มหัศจรรย์ของเอกภพ จุดดับในดวงอาทิตย์

วันนี้เราก็มีเกร็ดความรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เรื่องมหัศจรรย์ของเอกภพ จุดดับในดวงอาทิตย์มาฝากมาแนะนำเพื่อนๆ กันอีกเช่นเคย ในโลกและสุริยะจักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี้ประกอบด้วยดวงดาว กลุ่มหมอกเพลิง และเทหะวัตถุนานาชนิด แต่ละอย่างมีปรากฎการณ์ปรากฏออกมาล้วนแต่น่าพิศวง และแปลกประหลาดทั้งสิ้น การเรียนรู้ความมหัศจรรย์ของเอกภพ จึงช่วยให้เราเข้าใจและรู้ความเป็นจริง ของปรากฎการณ์อันลี้ลับทั้งหลายที่เกิดขึ้นได้โดยง่าย ซึ่งวันนี้เราก็มีเรื่องมหัศจรรย์ของเอกภพ จุดดับในดวงอาทิตย์มาฝาก ถ้าอย่างนั้นมาดูมาทำความรู้จักกับเรื่องมหัศจรรย์ของเอกภพ จุดดับในดวงอาทิตย์กันเลยดีกว่า ดังนี้

มหัศจรรย์ของเอกภพ จุดดับในดวงอาทิตย์

สำหรับบริเวณจุดดับของดวงอาทิตย์นั้นมีทั้งความร้อนและความสว่างไม่น้อยเลย การที่เรามองเห็นเป็นจุดดำๆ ไปเกิดจากส่วนอื่นของผิวดวงอาทิตย์โดยรอบ มีความร้อนและความสว่างมากกว่าบริเวณนั้นหลายพันเท่า จึงทำให้เรามองเห็นส่วนที่สว่างน้อยกว่าเป็นจุดสลัวๆ ไป ขนาดของจุดดำๆ เหล่านี้ในบางครั้งใหญ่โตกว่าโลกก็มี แล้วมันอาจเล็กลงแล้วหายไป แล้วก็กลับเกิดขึ้นมาอีก นักดาราศาสตร์ได้เฝ้าสังเกตแล้วปรากฏว่า การเกิดมีจุดดับ การขยายขนาดและจำนวนจุดับให้มากขึ้น แล้วค่อยเล็กลงจนหมดไปและกลับมีขึ้นมาอีกนั้น หมุนเวียนเป็นรอบจักรราศีหรือรอบหนึ่งประมาณ 11 ปีครึ่ง บางคนกล่าว่าจุดดับในดวงอาทิตย์มีอิทธิพลกระทบกระเทือนมาถึงโลกด้วย เช่น ขณะที่ดวงอาทิตย์มีจุดดับมากนั้น จะทำให้เกิดพายุแม่เหล็กขึ้นที่ขั้วโลกทั้งสอง คลื่นวิทยุถูกลบกวนและทำให้ดินฟ้าอากาศวิปริตปั่นป่วน ซึ่งจุดดับในดวงอาทิตย์เกิดจากกลุ่มก๊าซที่ลุกโพลงอยู่ ได้ระเบิดขึ้นทันทีทันใด ทำให้เปลวเพลิงที่อมความร้อนอยู่จำนวนมากพลุ่งปลิวออกไปนอกเวหา เป็นเหตุให้ที่ตรงนั้นมีอุณหภูมิและแสงสว่างน้อยกว่าอาณาบริเวณใกล้เคียง จึงมองดูในระยะไกลเป็นจุดสลัวๆ ไปนั่นเอง

 

ขอบคุณบทความจาก.baanjomyut.com

มหัศจรรย์ของเอกภพ ระบบสุริยะจักรวาล

June 21st, 2014

มหัศจรรย์ของเอกภพ ระบบสุริยะจักรวาล

วันนี้เราก็มีเรื่องวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับมหัศจรรย์ของเอกภพ ระบบสุริยะจักรวาลมาฝากมาแนะนำเพื่อนๆ กันอีกด้วย ในโลกและสุริยะจักรวาลที่เราอาศัยอยู่นี้ประกอบด้วยดวงดาว กลุ่มหมอกเพลิง และเทหะวัตถุนานาชนิด แต่ละอย่างมีปรากฎการณ์ปรากฏออกมาล้วนแต่น่าพิศวง และแปลกประหลาดทั้งสิ้น การเรียนรู้ความมหัศจรรย์ของเอกภพ จึงช่วยให้เราเข้าใจและรู้ความเป็นจริง ของปรากฎการณ์อันลี้ลับทั้งหลายที่เกิดขึ้นได้โดยง่าย ซึ่งวันนี้เราก็มีเรื่องมหัศจรรย์ของเอกภพ ระบบสุริยะจักรวาลมาฝาก ดังนี้

มหัศจรรย์ของเอกภพ ระบบสุริยะจักรวาล

ซึ่งสมัยโบราณคนเราเข้าใจว่า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลมีดวงอาทิตย์และดวงดาวต่างๆ เป็นบริวารหมุนโดยรอบ แต่ในปัจจุบันนี้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้วว่าโลกเป็นเพียงดาวพระเคราะห์ดวงหนึ่งในจำนวน 9 ดวง ของระบบสุริยะจักรวาลซึ่งมีพระอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ดาวบริวารของดวงอาทิตย์ทั้ง 9 ดวงนี้หมุนรอบดวงอาทิตย์ด้วยอัตราความเร็วคงที่ต่างๆ กันไปแต่ละดวงเมื่อเปรียบขนาดแล้ว นักดาราศาสตร์ได้กล่าวว่าแม้จะเอาดาวพระเคราะห์ที่เป็นบริวารทั้ง 9 ดวงมารวมเข้าด้วยกันก็คงมีปริมาณได้เพียง 1 ใน 100 ของพระอาทิตย์เท่านั้น

ดาวพระเคราะห์ทั้ง 9 ดวงของระบบสุริยะจักรวาล คือ ดาวพระพุธดาวพระศุกร์ โลก ดาวพระอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวพระเสาร์ ดาวมฤตยู ดาวเนปจูน และดาวพลูโต แต่อย่างไรก็ตามในระบบสุริยะจักรวาลใช่จะมีแต่ดาวพระเคราะห์ 9 ดวงนี้เท่านั้นหากยังมีบริวารอย่างอื่นๆ อีกหลายอย่างเช่น ดวงจันทร์ซึ่งเป็นบริวารของดาวพระเคราะห์ ซึ่งถ้ารวมเอาดวงจันทร์ของโลกเข้าไปด้วยเข้าไปด้วยก็มีอยู่ถึง 31 ดวง ดวงจันทร์เหล่านี้หมุนเวียนรอบๆดาวพระเคราะห์ 5 ดวงด้วยกันบริวารอย่างอื่นของดวงอาทิตย์ก็มีกลุ่มดาวพระเคราะห์น้อยนับจำนวนหมื่นที่หมุนเวียนรอบดวงอาทิตย์ มีทางโคจรอยู่ระหว่างดาวพระอังคารกับดาวพฤหัสบดี ดาวหางนับจำนวนล้านที่นานๆ ก็โคจรมาใกล้โลกอยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้วก็ลับหายไป   กับสะเก็ดของดวงดาวต่างๆ นับจำนวนไม่ถ้วนซึ่งลอยล่องอยู่ในเวหาอันเวิ้งว้าง เมื่อผ่านเข้ามาใกล้แรงดึงดูดของโลก ก็ถูกโลกดูดให้พุ่งผ่านบรรยากาศด้วยอัตราความเร็วสูง เสียดสีกับอากาศจนเกิดความร้อนสว่างวาบเป็นทางในท้องฟ้าแล้วไหม้หมดไป ดังที่เราเรียกว่าดาวตกหรือผีพุ่งไต้นั้นเอง สะเก็ดดาวเหล่านี้ถ้ามีขนาดใหญ่ลุกไหม้ในบรรยากาศไม่หมดเหลือตกมาถึงพื้นผิวของโลกก็เรียกกันว่าอุกกาบาต

อย่างไรก็ตาม สุริยะจักรวาลทรงตัวอยู่ไดด้วยอำนาจลึกลับอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นแรงที่หน่วงเหนี่ยวให้ดาวพระเคราะห์ทุกดวง   หมุนเวียนรอบดวงอาทิตย์อยู่ได้ในอัตราคงตัวนับเป็นเวลาล้านปี จึงเป็นความมหัศจรรย์ยิ่งของเอกภพ

 

ขอบคุณบทความจาก.baanjomyut.com

โลกของเราเกิดจากอะไร

June 19th, 2014

โลกของเราเกิดจากอะไร

วันนี้เราก็มีเกร็ดความรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในเรื่องโลกของเราเกิดจากอะไรมาฝากมาแนะนำเพื่อนๆ ทั้งหลายกันอีกด้วย ทราบหรือไม่ว่ากำเนิดโลกเกิดขึ้นจากกลุ่มก๊าซในเอกภพบริเวณนี้ ได้รวมตัวกันเป็นหมอกเพลิง แรงโน้มถ่วงทำให้กลุ่มก๊าซยุบตัวและหมุนตัวเป็นรูปจาน ใจกลางมีความร้อนสูงเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชั่น และรวมตัวเป็นกลุ่มๆ มีมวลสารและความหนาแน่นมากขึ้นเป็นชั้นๆ ซึ่งวันนี้เราก็มีเรื่องโลกของเราเกิดจากอะไรมาฝาก ถ้าอย่างนั้นมาดูมาทำความรู้จักกับเรื่องโลกของเราเกิดจากอะไรกันเลยดีกว่า ดังนี้

โลกของเราเกิดจากอะไร

ซึ่งโลกของเรานั้นเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มก็าซ และธุลีในจักรวาลกล่าวกัน ว่าเมื่อโลกเกิดขึ้นมาใหม่นั้นมีความร้อนถึง 4,000 องศาเซลเซียส ต่อมา ผิวโลกค่อยๆ เย็นตัวลงเกิดเป็นก้อนหินแข็งๆ มากมาย โลกได้เกิดขึ้นแล้ว โลกเป็นดาวพระเคราะห์ลำดับที่ 3 ของระบบสุริยะจักรวาลได้กำเนิดขึ้นนานมาแล้วกว่า 4,600 ล้านปีโลกที่ร้อนจัดได้เย็นตัวลงจากนั้น อีกประมาณ 1,000 ปี บรรยากาศของโลกและทะเลได้เกิดขึ้นบรรยากาศ ที่ห่อหุ้มโลกอยู่ใน ขณะนั้นไม่มีออกซิเจนรวมอยู่ด้วยในบรรยากาศปะปนไปด้วย ไอเย็นจากนั้นก็เกิดฝนตกขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดเป็นทะเลแต่ทะเลใน ขณะนั้นยังไม่มีสิ่งมีชิวิตได้อาศัยอยู่เลยได้มีการค้นพบฟอสซิลของแบคทีเรีย และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินพวกแรกที่ทวีปอเมริกาฟอสซิลที่พบมีอายุราว 3,500 ล้านปี ทำให้ทราบว่าสิ่งมีชีวิตได้กำเนิดขึ้นมาแล้วขณะนั้นมีสิ่งที่เป็นอันตราย ต่อสิ่งมีชีวิต ได้แก่ ความร้อนจากดวงอาทิตย์หรือแม้แต่ที่ผิวโลก

ดังนั้น สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ จึงอาศัยอยู่ได้เฉพาะในทะเลเท่านั้นโดยแบคทีเรียและสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์สร้างออกซิเจนขึ้นมา เมื่อออกซิเจนยิ่งเพิ่มมากขึ้นก็ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

 

ขอบคุณบทความจาก.baanjomyut.com